Monthly Archives For มีนาคม 2019

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

, , No Comment

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน

สมุนไพรเกล็ดปลาช่อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllodium pulchellum (L.) Desv. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hedysarum pulchellum L., Desmodium pulchellum (L.) Benth., Meibomia pulchella (L.) Kuntze) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), ลูกหนีบต้น (ปราจีนบุรี), หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี), หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ, ภาคใต้), เกล็ดลิ่นใหญ่ ลิ่นต้น หญ้าสองปล้อง (ภาคกลาง), กาสามปีกเล็ก, เกล็ดลิ้น เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลาช่อน
ต้นเกล็ดปลาช่อน จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 0.5-2 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.2-3.7 เซนติเมตร กิ่งก้านแตกแขนงตั้งแต่โคนต้น ปลายกิ่งโค้งลง กิ่งและก้านใบมีขนนุ่มสีเทาถึงสีน้ำตาลอ่อนขึ้นหนาแน่น ส่วนเปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ออสเตรเลีย และพบในทุกภาคของประเทศไทย โดยพบขึ้นทั่วไปในทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะ ตามพื้นที่ป่า ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าสน ป่าไผ่ ชายป่าดิบ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,300 เมตร

ใบเกล็ดปลาช่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก รูปฝ่ามือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง มีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม มน หรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ บางครั้งเป็นคลื่น มีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนมีขนสั้นนุ่มขึ้นบาง ๆ เมื่อแก่จะเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่มขึ้นหนาแน่น (หลังใบหยักเป็นลอนตามเส้นใบแบบขนาน ส่วนท้องใบก็เป็นลอนด้วยเช่นกัน) ใบย่อยด้านข้าง 2 ใบนั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายใบย่อยตรงกลาง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า โดยมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร โคนใบเบี้ยว เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-10 เส้น ก้านใบย่อยสั้น มีขนาดยาวได้ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร มีหูใบเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร มีขน หูใบย่อยเป็นขนแข็ง ยาวคล้ายหาง ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร แก่นช่อใบยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนก้านช่อใบยาวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร

ดอกเกล็ดปลาช่อน ออกดอกเป็นช่อกระจุกประมาณ 3-5 ดอก เรียงอยู่บนแกนช่อดอก แบบช่อกระจะจะค่อนข้างยาว โดยจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแต่ละกระจุกจะมีใบประดับคล้ายใบประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ใบประดับจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา เป็นรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเว้าตื้น โคนกลมหรือเป็นรูปหัวใจตื้น มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร มีขนทั้งสองด้าน และมีใบประดับอีกหนึ่งใบอยู่ปลายสุด ลดรูปเป็นเส้นใบประดับย่อย ยาวประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร มีขน ใบประดับหุ้มดอกและติดอยู่จนติดผล ก้านดอกยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก แฉกบนและแฉกข้างมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ส่วนแฉกล่างจะมีลักษณะเป็นรูปไข่เช่นกัน แต่จะแคบและยาวกว่าแฉกอื่น ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบกลางจะเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลม มีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร มีก้านกลีบสั้น ๆ กลีบด้านข้างจะเป็นรูปรีแคบ ปลายมน โคนมีติ่ง มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร ส่วนกลีบคู่ล่างจะยาวเท่ากับกลีบคู่ข้าง แต่จะกว้างกว่า รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 1 ช่อง มีออวุล 2-4 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียโค้ง ที่โคนมีขน

ผลเกล็ดปลาช่อน ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ฝักมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน หยักคอดเป็นข้อประมาณ 2-4 ข้อ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ผิวฝักมีขน มีลวดลายแบบร่างแหชัดเจน ส่วนเมล็ดเป็นรูปรี มีขนาดกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ออกดอกและเป็นผลในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของเกล็ดปลาช่อน
เปลือกต้นใช้ต้มน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคตา (เปลือกต้น)
รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการผู้ป่วยทางจิต อาการเพ้อ กล้ามเนื้อสั่นกระตุก อาการชักในเด็กทารก แก้ปวดฟัน เลือดจับตัวเป็นลิ่ม (ราก)

ใบมีรสจืด ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไข้จับสั่น (ใบ)
ดอกใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ดอก)
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง (เปลือกต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง (ราก)
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการตกเลือด แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากจะเป็นพิษ (เปลือกต้น)
ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากเกล็ดปลาช่อน นำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ บรรเทาอาการตับทำงานผิดปกติ ส่วนตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้ตับพิการ (ราก, ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้พยาธิใบไม้ในตับ (ทั้งต้น)
ใบใช้เป็นยารักษาแผลพุพอง (ใบ)
รากหรือเปลือกรากใช้ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม (ราก, เปลือกราก)
รากใช้ผสมกับรากกาสามปีกใหญ่, รากดูกอึ่ง, รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่งและร้องไห้)
ประโยชน์ของเกล็ดปลาช่อน
ต้นเกล็ดปลาช่อน จัดเป็นต้นไม้มงคล จะใช้เมื่อเอาข้าวขึ้นยุ้งฉาง
ในทางอาหารจะใช้ยอดเกล็ดปลาช่อนนำมากินสด ๆ เป็นผักจิ้ม มีรสฝาดมันและขมเล็กน้อย
ใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติของโค กระบือ สำหรับแทะเล็ม ส่วนที่กินได้ (ใบรวมก้านใบย่อย) จะมีโปรตีน 16.7%, เยื่อใยส่วน ADF 34.47%, NDF 41.94%, แคลเซียม 0.84%, ฟอสฟอรัส 0.24%, โพแทสเซียม 1.52%, แทนนิน 3.74%

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกำยาน

สมุนไพรกำยาน

, , No Comment

สมุนไพรกำยาน

 

สมุนไพรกำยาน

สมุนไพรกำยาน

ชื่อสามัญ Siam Benzoin (กำยานญวน), Sumatra Benzoin (กำยานสุมาตรา)
กำยาน ชื่อวิทยาศาสตร์ Styrax tonkinensis Craib ex Hartwich (กำยานญวน), Styrax benzoin Dryand., Styrax paralleloneurus Perkins (กำยานสุมาตรา) จัดอยู่ในวงศ์ STYRACACEAE

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกลือตานตุ่น (ศรีสะเกษ), ชาติสมิง ซาดสมิง (นครพนม), กำหยาน (ภาคเหนือ), กำยานไทย กำยานต้น (ภาคกลาง), กำมะแย กำยานสุมาตรา (นราธิวาส, มาเลเซีย), สะดาน (เขมร-สุรินทร์), เบนซอย (นอกประเทศ), เซ่พอบอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), เข้ว (ละว้า-เชียงใหม่), อานซีเซียง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของต้นกำยาน
ต้นกำยาน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 10-20 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเทาหรือสีหม่น ตามกิ่งก้านมีขนสีเหลืองเล็กน้อย มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในแถบเขตร้อน เช่น แหลมมลายู เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบอนิโอ และในประเทศไทย

ใบกำยาน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ยาวเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย แผ่นใบมีขนสีขาวเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 6-10 มิลลิเมตร

ดอกกำยาน ออกดอกเป็นกระจุกหรือเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเป็นสีชมพู-แดง หรือสีขาว มีกลีบ 5 กลีบ ด้านในของดอกจะเป็นสีชมพูถึงสีแดงเข้ม ด้านนอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน และดอกมีขน

ผลกำยาน ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือกลมเล็กน้อย ผิวแข็งมีสีน้ำตาล ยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร มีขนขึ้นประปราย ภายในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด
ชนิดของกำยาน
กำยาน คือ ยางหรือชันน้ำมัน (Oleoresin) ที่ได้จากพืชในสกุล Styrax หลายชนิด คำว่า “กํายาน” มาจากภาษามลายูว่า “Kamyan” อ่านว่า “กำ-มิ-ยาน” โดยกำยานที่มีขายในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

กำยานญวน หรือ กำยานหลวงพระบาง (Siam Benzoin) เป็นกำยานที่ได้จากพืชชนิด Styrax tonkinensis Craib ex Hartwich ซึ่งคล้ายคลึงกับพืชชนิดทั้งสองชนิดแรก ลักษณะเป็นเม็ดกลมรีขนาดเล็ก ส่วนมากมีความยาวน้อยกว่า 2-3 เซนติเมตร ทึบแสง เปราะ ชั้นในมีสีน้ำนมขาวขนาดเล็ก แต่เมื่อเก็บไว้นาน ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงปนน้ำตาล ใส หรือทึบแสง กำยานชนิดนี้เป็นกำยานชนิดที่ดีที่สุด เพราะกำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองของราชอาณาจักรสยาม ในทางการค้ากำยานชนิดนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเป็นเม็ดกลมรี เม็ดไม่ติดกัน (Tear Siam Benzoin) และชนิดที่เป็นเม็ด ๆ ติดกันเป็นก้อน มีลักษณะเป็นก้อนเหลี่ยมตามลักษณะของหีบไม้ที่บรรจุ (Block Siam Benzoin) แต่ชนิดที่ดีที่สุดคือ ชนิดที่เป็นเม็ดกลมรี เกาะติดกันหลวม ๆ ไม่แน่น ถ้าเป็นชนิดธรรมดาจะเป็นเม็ดกลมรี ติดกันแน่น กำยานชนิดนี้นิยมใช้เป็นสารให้คงกลิ่น (fixative) ในน้ำหอม สบู่ ครีม สารซักฟอก เป็นต้น

กำยานสุมาตรา (Sumatra Benzoin) เป็นกำยานที่ได้จากพืช 2 ชนิด คือ Styrax benzoin Dryand. และ Styrax paralleloneurus Perkins กำยานชนิดนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากกำยานญวนตรงที่มีสีเทามากกว่า ไม่ค่อยมีส่วนที่เป็นก้อนกลม ๆ รี ๆ มักมีเศษไม้และของอื่น ๆ ปนอยู่ และมีความหอมน้อยกว่ากำยานญวน แต่จะนิยมนำมาใช้ประโยชน์ทางยามากกว่า โดยใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ และเป็นยาฝาดสมาน

ส่วนวิธีการเก็บยางนั้นจะทำได้โดยการใช้มีดหรือของมีคมสับฟันไปตรงลำต้นหรือเปลือกเพื่อให้ยางออกมา แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 60 วัน เพื่อให้ยางแห้งแข็ง แล้วจึงค่อยแกะออกจากลำต้น ซึ่งเรียกว่า “Tear” โดยยางของกำยานที่นำมาใช้ทำยานั้นให้เลือกเอาแต่ต้นที่มีอายุประมาณ 3-6 ปี เพราะในช่วงนี้ยางที่ออกมาจะมีสีขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอม ซึ่งจัดว่าเป็นยางชั้นหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “Head benzoin” ส่วนต้นที่มีอายุประมาณ 7-9 ปี ยางที่ออกมาจะเป็นสีน้ำตาล เรียกว่า “Belly benzoin” และสำหรับต้นที่มีอายุมากกว่า 9 ปีขึ้นไป ยางที่ได้นั้นจะเป็นสีน้ำตาลดำ เรียกว่า “Foot benzoin” ซึ่งเป็นยางที่สกปรก

หมายเหตุ : กำยานมีหลายชนิด ของประเทศไทยคือชนิด Styrax benzoin Dryand., ของประเทศเวียดนามคือชนิด Styrax tonkinensis Craib ex Hartwich ทั้งสองชนิดนี้สามารถนำมาใช้แทนกันได้

สรรพคุณของกำยาน
ยางที่ได้จากต้นหรือเปลือก เรียกว่า “กำยาน” มีรสเผ็ดขม สุขุม มีกลิ่นหอม ออกฤทธิ์ต่อตับ หัวใจ และธาตุ ใช้เป็นยาแก้การหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก ช่วยทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้สะดวก แก้เป็นลมเฉียบพลัน (ยาง)
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ (ยาง)
ช่วยขับเสมหะ (ยาง)
ยางจากต้นใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ หากนำกำยานมาแช่กับแอลกอฮอล์ มาตั้งบนน้ำร้อน แล้วสูดไอที่ระเหยออกมา จะช่วยขับเสมหะและแก้หลอดลมอักเสบได้ (ยาง)

ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ปวดแน่นใต้หน้าอก (ยาง)
ยางมีสรรพคุณเป็นยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ (ยาง)
ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง ด้วยการนำกำยานไปเผาไฟ แล้วใช้ควันรม (ยาง)
ยางใช้ผสมกับขี้ผึ้ง ใช้เป็นยาทาแก้โรคเชื้อรา ช่วยฆ่าเชื้อรา แก้น้ำกัดเท้า ใช้ทาแผล บ้างใช้ผสมกับแอลกอฮอล์ นำมาใส่แผลสด แผลน้ำกัด และช่วยแก้อาการคัน (ยาง)
ใช้เป็นยาสมานแผล ช่วยดับกลิ่นเน่าเหม็นทุกประเภท (ยาง)
ใช้เป็นยาแก้โรคชักกระตุกในเด็ก (ยาง)
ใช้เข้ากับตำรายาจีน เป็นยารักษาโรคหัวใจ และมีประสิทธิภาพแก้จุกเสียด แน่นหน้าอก รวมถึงอาการหน้ามืดตาลายในคนที่เป็นโรคหัวใจ (ยาง)
ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ภายในครั้งละ 0.5-1.5 กรัม นำมาบดให้เป็นผงรับประทาน ส่วนการใช้ภายนอกให้ใช้ได้ตามความต้องการ

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกำยาน
สารที่พบ ได้แก่ Coniferyl cinnamate 68%, Benzoic acid 10-20%, Lubanyl cinnamate 10%, Phenylpropyl cinnamate 2.3%, Vanillin 1%, Cinnamic acid, Siarsinolic acid เป็นต้น
ประโยชน์ของกำยาน
ยางใช้เผาเอาควันอบห้อง จะช่วยฆ่าเชื้อโรคในอากาศ เป็นยาไล่ยุง ไล่ริ้นไร มดและแมลงได้
กำยานมีประสิทธิภาพเป็นยากันบูดได้ จึงมักถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณเพื่อวัตถุประสงค์ในการแต่งกลิ่นและกันบูด
ใช้ปรุงน้ำอบไทย โดยการเผากำยานบนก้อนถ่านที่ไฟลุกแดง แล้วใช้อบ เช่น อบน้ำดอกไม้ น้ำที่อบกำยานแล้วโบราณจะนำมาปรุงกับเครื่องหอมอื่น ๆ ทำเป็นน้ำอบไทย นอกจากนี้ยังใช้กำยานเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทียนอบ ธูปหอม กระแจะ เครื่องหอมอื่น ๆ และยังใช้ทำเครื่องสำอางได้อีกด้วย
เนื่องจากกำยานสามารถต้านการสลายตัวของไขมันต่าง ๆ ได้ดี มันจึงถูกนำมาใช้ผสมกับไขมันที่ใช้เป็นยาพื้นสำหรับเตรียมยาขี้ผึ้งต่าง ๆ
ในปัจจุบัน การบำบัดรักษาสุขภาพด้วยกลิ่นหอมหรืออโรมาเธอราพี (Aromatherapy) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และหนึ่งในกลิ่นหอมที่ถูกนำมาใช้กันมากก็คือ ‘กำยาน’ นั่นเอง ซึ่งสามารถช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายความวิตกกังวล และทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น
เนื้อไม้ใช้ในการสร้างบ้านหรือที่พักชั่วคราว และใช้ทำฟืน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย

, , No Comment

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย

สมุนไพรกำจัดดอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Zanthoxylum acanthopodium DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หมักก้ากดอยสุเทพ (ภาคเหนือ), มะเคะ พะเคะ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ลำข่วง (ลั้วะ), มะข่วง เป็นต้น

ลักษณะของกำจัดดอย
ต้นกำจัดดอย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นได้ถึง 5 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม

ใบกำจัดดอย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปใบหอกหรือรูปวงรีแกมใบหอก ขอบใบหยักโค้ง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ก้านใบเป็นสีแดงมีขน

ดอกกำจัดดอย ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกย่อยมีหลายดอก ก้านดอกสั้น กลีบดอกเป็นสีแดงเข้ม
ผลกำจัดดอย ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม

สรรพคุณของกำจัดดอย
เปลือกต้น ใช้ขูดอุดฟันเป็นยาแก้ปวดฟัน ส่วนอีกข้อมูลระบุให้นำมาอมเป็นยาแก้ปวดฟัน ซึ่งจะมีฤทธิ์เหมือนยาชา (เปลือกต้น)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกำจัดดอยนำมาตำ ต้ม หรือตุ๋นกับไก่ ใช้ดื่มแต่น้ำ เป็นยาแก้สุกใส (เมล็ด)
ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า นอกจากจะใช้เป็นยาแก้สุกใสแล้ว ยังใช้รักษาโรคเริมและงูสวัดได้อีกด้วย (วงศ์สถิตย์และคณะ, 2539)
ประโยชน์ของกำจัดดอย
ผลใช้ในการประกอบอาหาร เช่น ใส่ลาบ มีรสชาติคล้ายมะแขว่น
ใช้เป็นยาเบื่อปลาให้เมา ด้วยการใช้เมล็ดกำจัดดอยประมาณ 2 กิโลกรัม นำมาตำคลุกขี้เถ้า แล้วนำไปใช้เบื่อปลา เนื้อปลาจะไม่มีพิษ ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้เปลือกต้นนำมาตำแล้วแช่ในลำธารเพื่อเบื่อปลา แต่ต้องใช้ในปริมาณมาก จึงจะทำให้ปลามีอาการเมา
ชาวลั้วะจะใช้เนื้อไม้นำไปเผาถ่านตำผสมกับดินปืน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด

, , No Comment

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด

สมุนไพรก้ามปูหลุด ชื่อสามัญ Inch plant, Wandering jew

ก้ามปูหลุด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tradescantia zebrina var. zebrina (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Tradescantia pendula (Schnizl.) D.R.Hunt, Zebrina pendula Schnizl.) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เป็นชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tradescantia zebrina Bosse โดยจัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

ก้ามปูหลุด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปีกแมลงสาบ (ทั่วไป), ก้ามปู ก้ามปูหลุด (กรุงเทพฯ), จุยเต็กเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เตี้ยวจู๋เหมย (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของก้ามปูหลุด
ต้นก้ามปูหลุด หรือ ต้นปีกแมลงสาบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกแขนงมาก ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดินและชูยอดขึ้นสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะอวบเป็นสีเขียวหรือเขียวประม่วงจนถึงม่วงลายเขียว มีข้อและปล้องชัดเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ในปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ปลูกไปทั่ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือการแยกลำต้น โตเร็ว ชอบดินร่วน ความชื้นมาก และแสงแดดปานกลาง

ใบก้ามปูหลุด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปรีขอบขนาน ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวอ่อนสลับสีเทาควันบุหรี่ลายทาง ส่วนท้องใบเป็นสีม่วงอมแดง ไม่มีก้านใบ กาบใบสั้นเป็นปลอกหุ้มรอบข้อสูงประมาณ 1 เซนติเมตร ที่กาบใบมีลายเส้นสีม่วงเป็นแนวตามความยาวและมีขนขึ้นเล็กน้อย

ดอกก้ามปูหลุด ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ โดยจะออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด มีใบประดับใหญ่ 2 ใบ ซึ่งจะมีขนาดไม่เท่ากันประกบหุ้มช่อดอกอ่อนเอาไว้ ดอกมีสีขาวอมชมพูเล็กน้อย กลีบรองดอกเป็นสีขาว บาง โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นกลีบรูปไข่ 3 กลีบ มีขนาดกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 6-8 มิลลิเมตร กลีบด้านบนเป็นสีม่วง ด้านล่างเป็นสีขาว กลางดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว มีขนยาวสีม่วง อับเรณูสีนวล รังไข่เล็ก ส่วนก้านเกสรเพศเมียเรียว ยอดเกสรเพศเมียมี 3 แฉก ดอกจะทยอยบานโผล่เหนือใบประดับ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นมาก

ผลก้ามปูหลุด ผลมีลักษณะเป็นรูปยาวรี ขนาดเล็ก ผลเมื่อแก่จะแตกอ้าออกไปตามความยาวของผลระหว่างช่อง ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด
สรรพคุณของก้ามปูหลุด
ทั้งต้นมีรสขมหวานเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด ตำรับยาแก้ไอเป็นเลือดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับปอดหมู รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้ต้นสด 60-90 กรัม นำมาต้มกับปอดหมูหนัก 120 กรัม โดยผสมน้ำต้มให้เหลือ 1 ชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)

ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คอบวม คออักเสบ ทั้งต้น
ลำต้นและใบใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด แก้บิดเรื้อรัง อันเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตำรับยาแก้บิดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำข้าว ใช้รับประทานวันละ 3 ครั้ง (ทั้งต้น)ส่วนตำรับยาแก้บิดเรื้อรังจะใช้กาบหุ้มดอกสดหนัก 150 กรัม และข้าวสารคั่วจนเกรียม (เริ่มไหม้) 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใช้แบ่งดื่มเป็น 3 ครั้ง (กาบหุ้มดอกสด)
ใช้เป็นยาขับฝีในท้อง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ตำรับยาแก้นิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ จะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วย จนเหลือ 1 ถ้วย ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ตกขาวของสตรี (ทั้งต้น) ตำรับยาแก้สตรีตกขาวมาก จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม, น้ำตาลกรวด 30 กรัม, และต่าฉ่าย (Mytilum crassitesta Lischke) อีก 30 กรัม นำมาผสมน้ำต้มให้เหลือครึ่งชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ตำรับยาแก้โรคหนองใน จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม นำมาใส่น้ำแล้วต้มให้เหลือ 1 ถ้วย ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้ไตอักเสบ บวมน้ำ (ทั้งต้น)
ใบใช้ต้มกินน้ำเป็นยาช่วยลดอาการบวม (ใบ)
ลำต้นใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ให้ใช้ทั้งต้นสดนำมาล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อย ใช้ทั้งเนื้อและน้ำพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้วันละ 2 เวลา เช้าและเย็น จะช่วยไม่ให้ปวดแสบปวดร้อนและค่อย ๆ ทุเลาลงจนหายไป (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด ใช้พอกฝี ดูดพิษฝี แก้ฝีอักเสบ (ทั้งต้น)
ตำรายาแผนจีน ไต้หวัน จะใช้ใบนำมาตำให้พอละเอียด แล้วนำไปพอกแก้อาการบวมตามข้อได้ดีมาก (ใบ)
ขนาดและวิธีใช้ : ก่อนนำมาใช้ ให้เก็บต้นสดนำมาล้างให้สะอาด หรือตากแห้งเก็บเอาไว้ใช้ ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำรับประทาน ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-35 กรัม

ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอและสตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของก้ามปูหลุด
สารที่พบในก้ามปูหลุด ได้แก่ Calcium oxalate, Hydrocolloid, Gum
น้ำต้มที่ได้จากก้ามปูหลุด หรือที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ สามารถกระตุ้นลำไส้ที่แยกออกจากตัวของหนูตะเภาได้ แต่จะไม่มีผลต่อมดลูกและหัวใจ
ประโยชน์ของก้ามปูหลุด
ต้นก้ามปูหลุด เป็นพรรณไม้ที่นิยมนำมาปลูกไว้เป็นไม้ประดับทั่วไป เนื่องจากใบมีสีสันสวยงาม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ

, , No Comment

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ

สมุนไพรก้างปลาเครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus reticulatus Poir. ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ก้างปลาขาว (เชียงใหม่, อ่างทอง), หมัดคำ (แพร่), อำอ้าย (นครราชสีมา), หมาเยี่ยว (นครปฐม), ข่าคล่อง (สุพรรณบุรี), กระออง (ประจวบคีรีขันธ์), ก้างปลาแดง (สุราษฎร์ธานี), ขี้เฮียด ก้างปลาเครือ (ทั่วไป), ต่าคะโค่คึย สะแบรที (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกล็ดปลาน้อยเป็นต้น

ลักษณะของก้างปลาเครือ
ต้นก้างปลาเครือ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งเถาหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ถึง 4 เมตร มีขนเล็กน้อย กิ่งมีขนาดเล็กชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี และมีแสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตามป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าผสม

ใบก้างปลาเครือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย โคนใบมนหรือสอบ ส่วนขอบใบเกลี้ยง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.7-3.5 เซนติเมตร เส้นใบมี 5-9 คู่ หูใบเป็นรูปใบหอก ปลายเรียวแหลม โคนตัด เนื้อบางแห้ง ยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร

ดอกก้างปลาเครือ ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ช่อละ 1-3 ดอก โดยจะออกตามใบ ห้อยลงใต้ใบ มีลักษณะเล็กเป็นทรงกลมรี ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมแดง ขนาดกว้างประมาณ 0.75-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.7-3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกไม่มี มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้แยกหรือติดกัน จานฐานดอกมี 5-6 พู ส่วนดอกเพศเมียจะคล้ายกับดอกเพศผู้ แต่มีรังไข่ 8-10 ช่อง มีออวุล 2 หน่วยต่อหนึ่งช่อง ก้านเกสรเพศเมียมีขนาดสั้นมาก ส่วนมากจะแยกออกเป็น 2 แฉก

ผลก้างปลาเครือ ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแป้นฉ่ำน้ำ สีแดง เมื่อสุกเป็นสีดำกลมโต มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 8-16 เมล็ด หน้าตัดของเมล็ดเป็นรูป 3 เหลี่ยมด้านไม่เท่ากัน

สรรพคุณของก้างปลาเครือ
รากใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้ราก 120 กรัม นำมาทุบให้แหลกต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเช้าและเย็น (ราก)
รากก้างปลาเครือ มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับพิษไข้หัวทุกชนิด แก้ไข้หวัด ไข้รากสาด ช่วยลดความร้อนในร่างกาย (ราก) บ้างใช้ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)

น้ำต้มจากรากใช้รับประทานเป็นยาแก้หอบหืด (ราก)
ผลมีรสฝาดเฝื่อน ใช้รับประทานเป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหาร และแก้อาการอักเสบต่าง ๆ (ผล)
ต้นนำมาต้มเอาน้ำรับประทานเป็นยาแก้บิด แก้ท้องเสีย (ต้น, เปลือก)
น้ำต้มจากต้นหรือใบใช้รับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น, ใบ)
น้ำต้มจากต้นใช้รับประทานเป็นยาแก้น้ำเหลือง ฟอกโลหิต (ต้น, เปลือก)
รากใช้เป็นยาขับพิษ ใช้ฝนทาแก้เริม งูสวัด ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา แก้ซางข้าวเปลือก แก้ฝีแดง และฝีทั้งปวง (ราก)
ใบก้างปลาเครือ มีรสฝาดเฝื่อน ใช้เป็นยาสมานแผล ใช้ตำให้ละเอียดพอกฝีทำให้เย็นและถอนพิษฝี (ใบ)
ใบนำมาบดให้เป็นผงใช้ใส่แผล หรือปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับการบูร และ cubeb (สารที่สกัดจากตะไคร้ต้น) ใช้อมให้ละลายช้า ๆ แก้เลือดออกตามไรฟัน (ใบ)
ใบนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ใบ)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของก้างปลาเครือ
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ betulin, friedelan, friedelin, taraxerone เป็นต้น
ก้างปลาเครือ เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านเชื้อรา ต้านยีสต์ ลดระดับน้ำตาลในเลือด
จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดที่อยู่เหนือดินของต้นก้างปลาเครือ เข้าช่องท้องของหนูถีบจักรทดลอง พบว่าในขนาดที่ทำให้สัตว์ตายครึ่งหนึ่งคือ 800 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เมื่อปี ค.ศ.2007 ประเทศอินเดีย (Kumas S และคณะ) ได้ทำการทดลองใช้รากก้างปลาเครือในขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานโดยใช้สาร alloxan ผลการทดลองพบว่า ขนาดยาที่เหมาะสมคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่ทำให้หนูมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และจากการทดลองยังพบสาร terpenoid glycoside, protein, carbohydrate, alkaloid, steroid อีกด้วย
ประโยชน์ของก้างปลาเครือ
ยอดอ่อนนำไปใช้ประกอบอาหารประเภทแกง เช่น แกงแค แกงคั่ว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

, , No Comment

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

สมุนไพรกัญชา

กัญชา ชื่อสามัญ Cannabis, Hemp, Indian Hemp, Marihuana, Marijuana, Dope, Gage, Ganja, Grass, Hash, Hashish, Kuf, Mary jane, Pot, Sens, Sess, Skunk, Smoke, Reefer, Weed

กัญชา ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa subsp. indica (Lam.) E.Small & Cronquist, Cannabis indica Lam.) จัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

สมุนไพรกัญชา มีชื่อเรียกอื่นว่า กัญชา กัญชาจีน (ทั่วไป), ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุนเช้า คุณเช้า (จีน), ต้าหมา (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกัญชา
ต้นกัญชา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ตั้งตรง ลักษณะของลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีเขียวอมเทาและไม่ค่อยแตกสาขา ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ถ้าปลูกในดินร่วนซุยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์จะงอกงามดีมาก พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอัฟกานิสถาน ทวีปแอฟริกาเขตร้อน ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ และฮาวาย พบปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกันแถบตะวันออก และปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย

ใบกัญชา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉก ๆ ประมาณ 5-8 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปยาวรี ปลายและโคนสอบ ส่วนขอบใบทุกแฉกเป็นหยักแบบฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ลักษณะของใบโดยรวมจะคล้าย ๆ กับใบละหุ่ง ใบฝิ่นต้น และใบมันสำปะหลัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างท้องใบมีสีเทาอ่อนเล็กน้อย มีขนต่อมกระจายทั่วผิวใบด้านบน ส่วนด้านล่างมีขนอ่อนนาบไปกับแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ในก้านหนึ่งจะมีใบเดี่ยว 3-11 ใบ มีกลิ่นเหม็นเขียว

ดอกกัญชา ออกดอกเป็นช่อที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีทั้งดอกช่อเพศผู้และดอกช่อเพศเมีย ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละต้น โดยช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันแบบห่าง ๆ (ภาพแรก) ซึ่งต่างจากต้นเพศเมียที่จะเรียงชิดกัน ดอกเล็ก และดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่ (ภาพสอง)

ผลกัญชา ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดล่อน ไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กว้าง ผิวผลเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลแกมเทาหรือสีเทาเข้ม มีใบประดับหุ้ม ในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะกลม

หมายเหตุ : กัญชง และ กัญชา เป็นพืชคนละชนิด แต่มีต้นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน โดยต้นกัญชา (Marijuana) จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist ส่วนต้นกัญชง (Hemp) จะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. sativa ซึ่งลักษณะภายนอกของพืชทั้งสองชนิดนี้จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยจนยากแก่การจำแนก

กัญชงและกัญชา

สมุนไพรกัญชา

สรรพคุณของกัญชา
ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ (เมล็ด)
ยอดอ่อนเมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า “ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา” ซึ่งเป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ เป็นยาระงับปวด และเป็นยาแก้อักเสบ (ยอดอ่อน)

ดอกใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน (ดอก)
ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น (ใบ)
ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค (ใบ)
ใช้ดอกผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก นำมาหั่นแล้วสูบเป็นยาช่วยกัดเสมหะในลำคอ (ดอก)
เมล็ดใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ (เมล็ด)
น้ำยาสีเขียวที่สกัดได้จากยอดอ่อนด้วยแอลกอฮอล์ มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง (ยอดอ่อน) ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นเดียวกับยอด (เมล็ด)
เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องผูก ใช้เป็นยาแก้ท้องผูกในคนสูงอายุได้ดี ด้วยการใช้เมล็ดซึ่งมีน้ำมัน 30% ให้ใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา (เมล็ด)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกัญชาจำนวน 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 ผล บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี (เมล็ด)
ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้กล้ามเนื้อกระตุก (ทั้งต้น)
ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากโรคไขข้ออักเสบ
นอกจากสรรพคุณที่กล่าว ในทางการแพทย์ยังใช้ประโยชน์จากกัญชาในการรักษาโรคและบรรเทาอาการอย่างหลากหลาย เช่น ใช้แก้ปวดหัวไมเกรน แก้อาการสั่นเพ้อ แก้อาการไอ อ่อนล้า ปวดประจำเดือนของสตรี โรคข้อ หรือกระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด
ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ต้มรับประทาน โดยต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-20 กรัม หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ส่วนเมล็ดให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม

ข้อควรระวัง : ในกรณีที่รับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน มีอาการชัก ตาลาย หรือกลายเป็นเสพติด ในผู้ชายหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้น้ำกามเคลื่อน ส่วนสตรีที่รับประทานมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการตกขาว

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกัญชา
สารที่พบในกัญชา คือสาร cannabinol, cannabidiol, tetrahydrocannabinol (THC) และยังพบน้ำมันระเหยอีก เช่น cannabichromenic acid, linolledie acid, lecihin, น้ำมัน, โปรตีน, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, choline เป็นต้น
ยางจากช่อดอกเพศเมียมีสารเสพติดหลายชนิด เช่น tetrahydrocannabinol
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้นำสาร THC มาศึกษาทดลองทางคลินิก โดยนำมาใช้รักษาในหลายอาการ เช่น ลดอาการปวด ลดอาการลดเกร็งและชักกระตุกของกล้ามเนื้อ อาการของโรคทางกระเพาะปัสสาวะ โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งผลการตอบสนองของการรักษาเป็นไปในทิศทางที่ดี
สาร cannabinol มีฤทธิ์ทำให้เคลิ้มฝัน ความจำเสื่อม ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด
สารในกลุ่ม cannabinol มีฤทธิ์ระงับอาการปวด พบว่าผู้ชายที่สูบกัญชาวันละ 8-20 มวน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จำนวนเชื้อของอสุจิจะลดลง
เมล็ดกัญชาที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ แล้วนำมาแยกสารจากแอลกอฮอล์อีกที จะได้สารที่มีลักษณะเป็นสารเหนียวคล้ายกับนมผึ้ง เมื่อนำมาฉีดเข้าในลำไส้เล็กของแมวที่ถูกทำให้สลบ ในปริมาณ 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะพบว่าหลังจากฉีดยาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง ความดันโลหิตจะลดลงไปครึ่งหนึ่งจากระดับปกติ แต่มีระดับการหายใจปกติ ไม่มีเปลี่ยนแปลง
จากการทดลองในห้องแล็บ พบว่า cannabidiol สามารถรักษาแผลในเซลล์ลำไส้ที่เกิดจากอาการอักเสบของโรค Crohn’s disease ได้ เนื่องจากมันมีคุณสมบัติเป็นตัวดูดซับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ cannabidiol จึงช่วยชะลอการทำงานของเซลล์ภูมิต้านทาน microglia ที่อาจจะถูกกระตุ้นจากอนุมูลอิสระมากเกินไปและทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น โดยการทดสอบนี้เกิดขึ้นในสมองและตา จากการทดสอบในตาจึงอาจนำไปสู่การใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังจะสูญเสียตาได้อีกด้วย
จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากมาดริด ประเทศสเปน ได้พบว่าสาร THC สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในสมอง ผิวหนัง และตับอ่อนได้ โดย THC จะทำลายกระบวนการเกิดมะเร็ง โดยเนื้อร้ายจะสร้างร่างแหเส้นเลือดขึ้นเลี้ยงตนเองและป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเคลื่อนย้ายไปที่อื่น จากนั้นสาร THC จะเข้าไปจับกับโปรตีนรีเซพเตอร์บนผิวเซลล์มะเร็ง กระตุ้นเซลล์สร้างสารประเภทไขมันที่เรียกว่า “ceramide” แล้วทำให้เซลล์ทำลายตัวเอง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ดี และรายงานก่อนหน้านี้ยังแสดงให้เห็นว่า THC สามารถต่อสู้กับมะเร็งเต้านมและโรคลูคีเมียได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกัญชากับเบาหวาน, โรคอักเสบตามข้อต่อ, การอุดตันของเส้นเลือดเลี้ยงสมอง, โรคจิตเสื่อม, และโรคลมบ้าหมูอีกด้วย สาร THC สามารถช่วยเร่งให้หนูทดลองลืมประสบการณ์ที่ไม่ดีได้เร็ว สำหรับในคนสาร THC ที่อยู่ในรูปแคปซูลจะทำให้นอนหลับดีขึ้น และหยุดฝันร้ายได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Read Post →

สมุนไพรกะตังใบ

สมุนไพรกะตังใบ

, , No Comment

สมุนไพรกะตังใบ

สมุนไพรกะตังใบ

สมุนไพรกะตังใบ  ชื่อสามัญ Bandicoot Berry

กะตังใบ ชื่อวิทยาศาสตร์ Leea indica (Burm.f.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์องุ่น (VITACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้หมาเปียก (นครราชสีมา), ต้างไก่ (อุบลราชธานี), คะนางใบ (ตราด), กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร, จันทบุรี, เชียงใหม่), ช้างเขิง ดังหวาย (นราธิวาส), บังบายต้น บั่งบายต้น (ตรัง), ตองจ้วม ตองต้อม (ภาคเหนือ), ไม้ชักป้าน (ไทใหญ่), เหม่โดเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ช้างเขิง (เงี้ยว), ต้มแย่แงง (เมี่ยน), อิ๊กะ (ม้ง), ช้างเขิง (ฉาน), กระตังใบ, เรือง, เขืองแข้งม้า เป็นต้น

ลักษณะของกะตังใบ
ต้นกะตังใบ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อมหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ลำต้นค่อนข้างเกลี้ยงหรือปกคลุมด้วยขนสั้น ๆ ต้นฉ่ำน้ำ ตามต้นและตามกิ่งอ่อนมีขนขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ชอบแสงแดดรำไร ใต้ร่มไม้ใหญ่ มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เนปาล พม่า บังกลาเทศ ภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซีย ไปจนถึงออสเตรเลียและฟิจิ ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามป่าดิบ ป่าผลัดใบ และตามป่าเต็งรัง บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,400 เมตร

ใบกะตังใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร เกลี้ยงหรือมีขนสั้นขึ้นปกคลุม ส่วนก้านใบประกอบยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร เกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย ริ้วประดับมีตั้งแต่รูปสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร หูใบเป็นรูปไข่กลับ แผ่เป็นแผ่น มีขนาดกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวได้ถึง 6 เซนติเมตร ซึ่งมักจะเกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย จะเห็นชัดเจนในขณะที่ใบยังอ่อน และจะร่วงได้ง่ายเมื่อใบแก่ เหลือไว้เฉพาะรอยแผลรูปสามเหลี่ยม ใบย่อยมีประมาณ 3-7 ใบ ออกเป็นคู่ตรงข้าม ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรียาว รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรี ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบแหลมเล็กน้อย มน หรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-24 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย เนื้อใบหนาปานกลาง ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร เกลี้ยงหรือมีขน หลังใบเป็นลอนตามแนวเส้นใบ ส่วนท้องใบเป็นลอนสีเขียวนวล และมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยมหรือกลม เห็นเส้นใบได้ชัดเจน เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-16 เส้น

ดอกกะตังใบ ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตั้งขึ้น ยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร โดยจะออกตามซอกใบหรือตรงเรือนยอดของกิ่ง ก้านชูช่อดอกยาว แต่ละช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก เป็นเป็นสีขาวอมเขียว ขาวอมเหลือง หรือสีเขียวอ่อน ดอกตูมเป็นรูปทรงกลมสีแดงเข้ม เมื่อดอกบานจะเปลี่ยนเป็นสีขาว กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน กลีบดอกส่วนล่างติดกัน ส่วนด้านในเชื่อมติดกับส่วนของเกสรเพศผู้ ส่วนบนแยกเป็นกลีบเรียว 5 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมน ๆ ปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมีรังไข่ 6 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีออวุล 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกะตังใบ ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ๆ หรือกลมแป้น ด้านบนแบน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนถึงสีดำ ผิวผลบางมีเนื้อนุ่ม ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ออกผลในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม

สรรพคุณของกะตังใบ
รากมีรสเย็นเมาเบื่อ เป็นยาเย็น ตำรายาไทยจะใช้เป็นยาขับเหงื่อ ระงับความร้อน แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด แก้อาการกระหายน้ำ (ราก)
อินโดนีเซียจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาพอกศีรษะแก้ไข้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ชาวม้งจะใช้ลำต้นต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ (ลำต้น)
ใบนำย่างไฟให้เกรียม ใช้เป็นยาพอกศีรษะแก้วิงเวียน มึนงง (ใบ)
ทั้งต้นใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษามะเร็งเต้านม (ทั้งต้น)

น้ำยางจากใบอ่อนใช้กินเป็นยาช่วยย่อย (น้ำยางจากใบอ่อน)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องร่วง และแก้บิด (ราก) (ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากผสมกับลำต้นขมิ้นเครือ ลำต้นเมื่อยดูก และรากตากวาง อย่างละเท่ากัน ต้มกับน้ำเดือดใช้ดื่มแก้ท้องเสีย) ส่วนชาวม้งจะใช้ส่วนของลำต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องร่วงและรักษาโรคนิ่ว (ลำต้น)
รากและลำต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปัสสาวะขัดและรักษาโรคนิ่ว (รากและลำต้น)
รากใช้ผสมกับสมุนไพรอื่น นำมาต้มกับน้ำกินวันละ 3 ครั้ง จนยาหมดรสฝาด จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตกขาวของสตรี มะเร็งมดลูก มะเร็งลำไส้ (ราก)
ใช้ต้มกินเป็นยาแก้ครั่นเนื้อครั่นตัว (ราก)
ใบใช้ตำพอกเป็นยาแก้อาการคันหรือผื่นคันตามผิวหนัง (ใบ)
หมอยาพื้นบ้านในจังหวัดอุบลราชธานีจะนำรากมาฝนกับเหล้าใช้ทารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ราก)
รากใช้ต้มกินเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย (ราก) หรือจะใช้ใบนำมาตำพอกแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก็ได้ (ใบ)
ใบใช้ต้มอาบช่วยบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์ (ใบ)
ประโยชน์ของกะตังใบ
ผลสุกใช้รับประทานได้ และใช้เป็นเหยื่อสำหรับตกปลา
ชาวกะเหรี่ยงแดงจะใช้ใบนำมาต้มให้หมูกิน
ใบอ่อน ยอดอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือนำมาลวกหรือต้มรับประทาน โดยจะมีรสฝาดมัน  i99bet
นอกจากนี้ยังมีการใช้รากของต้นกะตังใบ นำมาตำใส่แผลที่มีหนองของวัว ควาย และช้างอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

Read Post →

สมุนไพรกอมขม

สมุนไพรกอมขม

, , No Comment

สมุนไพรกอมขม


สมุนไพรกอมขม ชื่อวิทยาศาสตร์ Picrasma javanica Blume จัดอยู่ในวงศ์ปลาไหลเผือก (SIMAROUBACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตะพานก้น (เชียงใหม่), ดีงูต้น (พิษณุโลก), ก้ามกุ้งต้น (ชุมพร), ดำ (นครศรีธรรมราช), จันเขา (สุราษฎร์ธานี), หงีน้ำ หยีน้ำใบเล็ก (ตรัง), ขางขาว ขางครั้ง ดีงูต้น ตะพ้านก้น มะค้า กอมขม (ภาคเหนือ), กะลำเพาะต้น ไม้หอมตัวผู้ หมาชล (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), ดำ หงีน้ำ หยีน้ำใบเล็ก (ภาคใต้), บะกอมขม (คนเมือง), หมักกอม (เงี้ยว-เชียงใหม่), เนียะปะโจ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), มะปอจอ (กะเหรี่ยง-ภาคเหนือ), กรอสะนาสมูล (เขมร-ภาคตะวันออกเฉียงใต้) เป็นต้น

ลักษณะของกอมขม
ต้นกอมขม จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร และอาจสูงได้ถึง 20 เมตร แตกกิ่งก้านเล็กน้อยแผ่ออก เปลือกต้นเป็นสีเทาหรือสีเทาอมน้ำตาล เรียบหรือแตกเป็นร่องขรุขระเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในภาคตะวันออกของอินเดีย พม่า ภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามริมน้ำในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น บนพื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงสูงประมาณ 700 เมตร
ต้นกอมขม

ใบกอมขม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3-7 ใบ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ลักษณะของใบเป็นรูปรี รูปรีแกมขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรี ปลายใบแหลมยาว โคนใบแหลม ส่วนขอบใบย่นเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร แผ่นใบบางเรียบเกลี้ยง หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีสีจางกว่า ก้านใบย่อยยาวได้ประมาณ 0.2-0.7 เซนติเมตร หูใบมีขนาดใหญ่ เป็นแผ่นกลม มีขนาดกว้างประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.7-2.5 เซนติเมตร มีเส้นใบปรากฏชัด ร่วงได้ง่าย
ใบกอมขม

ดอกกอมขม ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แตกแขนงสั้น ๆ ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร มีดอกจำนวนมาก ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน แต่อยู่ต่างช่อ ดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ประมาณ 2 เท่า ก้านดอกยาวประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ แยกจากกัน ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกมี 4 กลีบ แยกจากกัน เป็นสีเหลือง ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขอบกลีบดอกงอเข้าหากันเป็นกระพุ้งเล็กน้อย มีเกสรเพศผู้ 4 อัน ขนาดยาวกว่ากลีบดอกเพศผู้ แต่สั้นกว่ากลีบดอกเพศเมีย อับเรณูของดอกเพศเมียนั้นว่างเปล่า รังไข่มีลักษณะกลมรี มีพู 5 พู ยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็นแฉกสั้น ๆ 4 แฉก ดอกเพศผู้จะไม่มีเกสรเพศเมีย จานฐานดอกหนา สูงประมาณ 1 มิลลิเมตร ด้านข้างเว้าเป็นพู 4 พู มีขนขึ้นประปราย

ผลกอมขม ผลมีลักษณะกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6-0.9 เซนติเมตร ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลอ่อนเป็นสีขาวอมเขียว อุ้มน้ำ ผลห่ามเป็นสีม่วง ส่วนผลแก่เป็นสีดำ ผิวแห้งย่นคล้ายร่างแหไม่เป็นระเบียบ เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ภายในมีเมล็ดเดี่ยว แข็ง

สรรพคุณของกอมขม
ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นกอมขมเป็นยาแก้ไข้ ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น ไข้ป้าง และไข้ทุกชนิด (เปลือกต้น) ส่วนชาวชวาจะใช้ใบเป็นยาแก้ไข้ (ใบ)

เนื้อไม้มีรสขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้จับสั่น ไข้เหลือง (เนื้อไม้)
ผลใช้บดเป็นยากวาดคอเด็ก มีรสขม ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ผล)
ใบและเปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำอาบรักษาอาการคันตามตัวหรือผื่นคัน (ใบและเปลือกต้น)
ใบใช้ต้มล้างแผลที่ถูกบุ้ง เป็นยาแก้พิษบุ้ง (ใบ)
สมุนไพรที่มีรสขมจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้พยาธิในเด็ก บำรุงน้ำดี และเป็นยาแก้ไข้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “กอมขม” (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
เปลือกต้นมีสารแควสซิน (quassiin) ให้รสขม ในพม่าและชวาจะใช้แทนควินิน (เปลือกต้น)
นอกจากสรรพคุณที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นที่ระบุด้วยว่า ทั้งต้นกอมขมนั้นมีสรรพคุณบำรุงน้ำดี แก้ไข้จับสั่น, เปลือกต้นใช้เป็นยาพอกแผล, ลำต้นใช้เป็นยาบำรุงเลือด แก้ไข้จับสั่น ส่วนใบใช้เป็นยารักษาแผลอักเสบ เป็นหนอง
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกอมขม
สารอัลคาลอยด์ที่ได้จากเปลือกต้นมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางและลดไข้ในสัตว์ทดลองได้ปานกลาง
ประโยชน์ของกอมขม
บางข้อมูลระบุว่า เปลือกต้นนอกจากจะใช้เป็นยารักษาไข้แล้ว ยังมีการนำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลงอีกด้วย  i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

Read Post →

ลักษณะของกล้วยเต่า

สมุนไพรกล้วยเต่า จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น

, , No Comment

สมุนไพรกล้วยเต่า

สมุนไพรกล้วยเต่า

สมุนไพรกล้วยเต่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไข่เต่า (เชียงใหม่), ก้นครก (มหาสารคาม, ยโสธร), กล้วยตับเต่า กล้วยเต่า (ราชบุรี), ไข่เต่า ตับเต่า ตับเต่าน้อย (ภาคเหนือ), รกคก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น
กล้วยเต่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia debilis Finet & Gagnep. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

ลักษณะของกล้วยเต่า
ต้นกล้วยเต่า จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ส่วนกิ่งแก่จะเรียบเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ไม่อุ้มน้ำ ชอบแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ในเวียดนามและลาว ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยพบขึ้นในป่าดิบ ชายป่าหรือป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-350 เมตร

ใบกล้วยเต่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานจนถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือมนและมีติ่งแหลม โคนใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย แผ่ใบแคบ มีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-13 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวเข้มเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนท้องใบมีขนและมีสีจางกว่า เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-10 เส้น ก้านใบสั้น มีความยาวได้เพียง 3 มิลลิเมตร และมีขนสีเหลืองอ่อนขึ้นหนาแน่น

ดอกกล้วยเต่า ออกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็กตามง่ามใบ ก้านดอกสั้น ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบดอกเรียงสลับกันมี 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายมน มีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ด้านนอกกลีบมีขนละเอียดสีเหลืองอ่อน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีขนาดเล็กและมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกลาย ๆ มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนอ่อนนุ่ม ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากอยู่บนแกนกลางของดอก ส่วนเกสรเพศเมียมี 4 อัน อยู่ที่ปลายของแกนกลางดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

ผลกล้วยเต่า ออกผลเป็นกลุ่ม อยู่บนแกนตุ้มกลม แต่ละผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก คอดระหว่างเมล็ด ปลายเรียวแหลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1.3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวเปลือกผลมีขนอ่อนนุ่ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาล มีลักษณะแบนกลม ก้านผลยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของกล้วยเต่า
รากมีรสเย็น ใช้เป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษไข้ทั้งปวง ดับพิษตานซาง และแก้วัณโรค (ราก)
ทางภาคอีสานจะใช้เหง้า เปลือก และเนื้อไม้กล้วยเต่า นำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็ก ถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นมูกเลือด (เหง้า, เปลือก, เนื้อไม้)
ใช้ต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง (ต้น, ราก)
ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะ (ราก) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

Read Post →

สมุนไพรกล้วยค่าง

สมุนไพรกล้วยค่าง

, , No Comment

สมุนไพรกล้วยค่าง

 

สมุนไพรกล้วยค่าง

สมุนไพรกล้วยค่าง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จิงกล้อม (ชุมพร), พริกนก (ตรัง), กล้วยค่าง (ปราจีนบุรี), มะป่วน (ภาคกลาง), ดีปลีต้น, ปีบผล เป็นต้น

กล้วยค่าง ชื่อวิทยาศาสตร์ Orophea enterocarpa Maingay ex Hook.f. & Thomson จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

ลักษณะของกล้วยค่าง
ต้นกล้วยค่าง จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ลำต้นเดี่ยว กิ่งแตกแขนงเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกต้นหนา ผิวเรียบ เป็นสีน้ำตาลคล้ำเกือบดำ ตามกิ่งอ่อนมีขนขึ้นประปราย สามารถออกดอกและผลได้ตลอดทั้งปี พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคใต้และทางภาคตะวันออก โดยจะพบขึ้นในป่าดิบชื้น
ใบกล้วยค่าง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร แผ่นใบบาง เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-10 เส้น ก้านใบสั้น ยาวได้เพียง 2 เซนติเมตร
ดอกกล้วยค่าง ออกดอกเป็นช่อกระจุกประมาณ 2-3 ดอก แต่จะเหลือดอกบานติดช่ออยู่เพียงดอกเดียว โดยจะออกเหนือง่ามซอกใบเล็กน้อย ก้านช่อดอกเรียวเล็ก มีขนสั้นขึ้นประปราย ยาวได้ประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใบประดับเรียว ยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ส่วนก้านดอกเรียวเล็ก ยาวได้ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ปลายเรียว ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกออกเรียงสลับกันเป็น 2 ชั้น มีชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นในยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายกลีบแผ่กว้างคล้ายช้อน จรดกันเป็นรูปโคม ด้านในเป็นสีแดงคล้ำหรือสีแดงอมม่วง ส่วนกลีบดอกชั้นนอกเป็นสีขาวนวลอมเหลือง ลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.3-1.5 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนขึ้นประปราย ดอกมีเกสรเพศผู้ 12 อัน แต่ไม่สมบูรณ์ 6 อัน ล้อมรอบเกสรเพศเมียที่มีอยู่ 6 อัน ซึ่งอยู่แยกกัน

ผลกล้วยค่าง ออกผลเป็นกลุ่ม แต่ละผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก คอดกิ่วระหว่างเมล็ด ผลมีขนาดยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ผลเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
สรรพคุณของกล้วยค่าง
ชาวเขมร-ส่วย สุรินทร์ ตามชนบท จะนิยมใช้เปลือกเนื้อไม้ของต้นกล้วยค่าง เป็นยาขับมุตกิตระดูขาวของสตรี ช่วยแก้เลือดร้ายในเรือนไฟหลังสตรีคลอดบุตร (เปลือกเนื้อไม้) i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

Read Post →